Careers
Contact us
Tongkah Harbour Public Company Limited
g
g
 
ความเป็นมา
   
 

บริษัท ทุ่งคา ฮาร์เบอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ถูกริเริ่มขึ้นมาจากแนวคิดของ กัปตัน เอ็ดเวิร์ด ที ไมล์ส ชาวออสเตรเลีย ซึ่งหวังจะพัฒนาเครื่องมือ เพื่อลงทุนทำ ธุรกิจเหมืองแร่นอกชายฝั่ง หลังจากที่ได้ สังเกตเห็นวิธีการ ทำเหมืองแร่ของชาวจีน ที่ภูเก็ตในปี พ.ศ. 2448

พ.ศ. 2449:  กัปตันไมล์สได้ก่อตั้ง “บริษัท ทุ่งคา ฮาเบอร์ ทิน เดรดยิ่ง จำกัด” ที่โฮวบากศ์ แทสมาเนีย และได้ติดต่อกับรัฐบาลไทยเพื่อขอประทานบัตรเหมืองแร่ดีบุกในอ่าวภูเก็ตในปี 2450 บริษัทได้เริ่มทำเหมืองแร่ดีบุกทางทะเลโดยใช้เรือขุดแบบกระพ้อรายแรกของโลก

หลังจากปีพ.ศ. 2450: บริษัทฯ ได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตในเหมืองแร่ดีบุกด้วยการซื้อเรือขุดเจาะเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 ลำ เพื่อใช้ในการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ต่อมา “ บริษัท ลอนดอน ทิน กรุ๊ป” ของประเทศอังกฤษ (บริหารงานโดย บริษัท แองโกล ออเรนทอล จำกัด) ได้เข้ามาควบคุมและโอนย้าย บริษัทไปที่ประเทศมาเลเซียพร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท ทุ่งคา ฮาเบอร์ ทิน เดรดยิ่ง จำกัด” ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อที่เป็นทางการยิ่งขึ้นคือ “บริษัท ทุ่งคา ฮาเบอร์ ทิน เดรดยิ่ง เบอร์ฮาด จำกัด” และต่อมาได้ถูกควบรวมกิจการโดย บริษัท มาเลเซี่ยน มายนิ่ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MMC)

     

พ.ศ. 2523:ได้มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนโครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัท เพื่อที่จะตอบสนองนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศของรัฐบาลไทย โดยหลังจากได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดในประเทศไทย ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท ทุ่งคา ฮาเบอร์ จำกัด”

พ.ศ. 2533: จากการที่ตลาดดีบุกย่ำแย่ในช่วงกลางทศวรรษที่ 80 บริษัทฯ จึงได้ขยายธุรกิจก้าวไปสู่ธุรกิจทองคำ  การสำรวจแหล่งแร่ในปี 2533 ได้ขยายธุรกิจสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในกรุงเทพมหานคร โดยได้ทำการก่อสร้างตึก “ทุ่งคา ทาวเวอร์” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทรู ทาวเวอร์”

พ.ศ. 2534: บริษัทย่อยของ บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) ชื่อ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้นและได้รับสัมปทานในการสำรวจแร่ทองคำและแร่อื่นๆในจังหวัดเลย

     

พ.ศ. 2537: บริษัทฯ จึงได้จดทะเบียนต่อกรมทะเบียนการค้าเพื่อแปรสภาพเป็น “บริษัท ทุ่งคา ฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน)” และได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 

พ.ศ. 2538: บริษัทได้ประสบความสำเร็จในการสำรวจ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด จึงได้ส่งแผนการทำเหมืองแร่และยื่นขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ทองคำ 6 แห่งต่อกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งบริษัทฯ ได้รับประทานบัตรในปลายปี 2539

หลัง พ.ศ. 2540: บริษัทฯ สามารถดำรงสถานะทางการเงินที่เข้มแข็งไว้ได้ โดยไม่มีหนี้สิน แม้ว่าจะมีวิกฤตทางการเงินครั้งใหญ่เกิดขึ้น ในปีพ.ศ. 2540 อย่างไรก็ตามตลาดหลักทรัพย์ได้สั่งพักการซื้อขายของบริษัทฯในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้จากการขายดีบุกน้อยกว่ารายได้อื่นๆ (ตลาดหลักทรัพย์พิจารณาว่าการขายดีบุกเป็นธุรกิจหลักของบริษัท)

พ.ศ. 2546: กระทรวงอุตสาหกรรมได้อนุมัติประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำแก่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในพื้นที่ที่บริษัทฯ สามารถดำเนินการพัฒนาทำเหมืองแร่

     

พ.ศ. 2547: บริษัทฯ ได้ครอบครองที่ดินเพิ่มอีกแปลงที่ภูเก็ต โดยรวมเข้ากับพื้นที่เดิมที่ติดกันของบริษัทฯ ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีที่ดินถือครองอยู่ 39,754 ตารางเมตร บริเวณพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ซึ่งพื้นที่ที่มีค่านี้จะมีการพัฒนาในอนาคตต่อไป

พ.ศ. 2548: บริษัทฯ ได้มีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท ทรัพยากรสมุทร จำกัด อยู่ 83.7% ซึ่งได้ขอประทานบัตร 50,000 ไร่ เพื่อทำเหมืองในทะเลอันดามันซึ่งคาดว่าในการขุดเจาะ 1,200 หลุมนั้นจะมีปริมาณแร่ดีบุกประมาณ 50,000 ตันในพื้นที่ที่ขอประทานบัตร

พ.ศ. 2549: บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารดอยซ์ แบงก์ วงเงิน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปชำระคืนเงินกู้ที่ใช้ใน การพัฒนาโครงการเหมืองแร่ทองคำกับสถาบันการเงินภายในประเทศ  ในส่วนที่เหลือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายกำลังการผลิต และใช้เป็นค่าใช้จ่ายใน การเจาะสำรวจเพื่อยืนยันปริมาณสำรองแร่ทองคำในพื้นที่ใกล้เคียง โดยรอบบริเวณที่ทำเหมืองอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้เริ่มดำเนินการผลิตทองคำ


   

พ.ศ. 2550: บริษัทฯ ได้มีสัดส่วนการถือหุ้นใน บริษัท ทรัพยากรสมุทร จำกัด อยู่ 99.99% ซึ่งสำรวจแล้วมีมีปริมาณแร่ดีบุกประมาณ 60,000 ตัน

พ.ศ. 2551: บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารดอยซ์ แบงก์ วงเงิน 35 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งของเงินกู้นี้นำมาเพื่อใช้ในการชำระหนี้ก่อนหน้านี้ ส่วนที่เหลือนำไปใช้ในการขยายโรงงานในปัจจุบัน และในอนาคต ทั้งนี้กำลังการผลิตทองคำปัจจุบันอยู่ที่ 3,000 – 4,000 ออนซ์ของทุกๆ เดือน